ทำไมเราถึงดูดไขมันเหนียงตามเพื่อนไม่ได้

เคยไหมที่เรามักจะสอบถามจากเพื่อนๆ ว่าไปทำสวยที่ไหนมาบ้าง เวลาที่เราเห็นว่าเขามีผมที่สวยขึ้น มีรูปร่างที่ได้สัดส่วนมากขึ้น เราก็อยากจะรู้แนวทางและลองไปทำตามดูบ้าง เช่นเดียวกัน เมื่อเราเจออะไรดีๆ ก็อยากแบ่งปันให้เพื่อนเป็นธรรมดา แต่การดูดไขมันเหนียงนั้นมีข้อยกเว้นอยู่เล็กน้อย เราไม่สามารถถามเพื่อนได้ว่าทำอย่างไร ดูดออกเท่าไร แล้วไปทำตามเลย เพราะปัจจัยเกี่ยวกับความต้องการและสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งเดียวที่เราใช้ข้อมูลจากเพื่อนได้ก็คือ “ดูดเหนียงกับคลินิกไหนดี” เท่านั้นเอง

เมื่ออยากดูดไขมันเหนียงควรเริ่มต้นที่ไหน
ก่อนอื่นให้สำรวจตัวเอง พร้อมกับตอบคำถามให้ได้ว่า เราต้องการอะไรบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้คุณหมอสามารถออกแบบการดูดเหนียงได้ตรงใจเรามากที่สุด ตัวอย่างเช่น เราต้องการให้ไขมันใต้คางลดลงไป ต้องการให้เน้นกรอบหน้าด้วยไหม หรืออยากให้เหลือความอวบอิ่มเอาไว้เล็กน้อย สิ่งเหล่านี้ต้องกำหนดให้ชัดเจนกับตัวเองก่อนเสมอ

จากนั้นก็ให้ไปยังคลินิกที่สนใจ จะเป็นสถานที่ซึ่งเพื่อนแนะนำมาแล้วก็ได้ แต่อย่าพึ่งคิดว่าจะตัดสินใจไปทำทันที ให้ลองไปขอคำปรึกษาจากคุณหมอดูก่อน ว่าเขาสามารถดูดไขมันเหนียงให้อย่างที่เราคิดมาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้มันมีอะไรต้องปรับเปลี่ยน และข้อสรุปสุดท้ายนั้นเราโอเคมากน้อยแค่ไหน การเข้าไปพบหมอแบบซึ่งหน้านี้มีข้อดีหลายอย่าง คือเราจะได้รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรักษาจากคุณหมอโดยตรง ไม่ใช่แบบปากต่อปาก เข้าใจถึงข้อจำกัด ผลลัพธ์ ความเสี่ยง แล้วก็ยังได้เห็นสถานที่จริงว่าน่าได้มาตรฐานหรือไม่อีกด้วย

การเตรียมความพร้อมก่อนไปดูดเหนียง
เมื่อตกลงกับเงื่อนไขทุกอย่างแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือเตรียมตัวเองให้พร้อมที่สุด ทั้งร่างกายและจิตใจ แม้ว่าการดูดเหนียงจะไม่พักฟื้นเลยก็ได้ แต่ควรเลือกทำในช่วงที่เราว่างสัก 3-4 วันดีกว่า จะได้ไม่ต้องรีบร้อน แล้วก็มีเวลามากพอให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะมันเป็นผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกายมากกว่าการไม่พักเลย

สุดท้ายนี้หากท่านใดสนใจในการดูดไขมันเหนียงเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตนเองและทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น เราขอแนะนำ Issavee clinic ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการดูดไขมันมาอย่างยาวนาน ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ปลอดภัย สะอาด และได้รับมาตรฐานอย่างแน่นอน สามารถสอบถามรายละเอียดการดูดไขมันเหนียงหรือดูดไขมันที่หน้าเพิ่มเติมกันก่อนได้เลยนะคะ

การเตรียมตัวก่อนและหลังทำทันตกรรมรากฟันเทียม

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับฟันธรรมชาติและสูญเสียฟันไป แต่ไม่ต้องการที่จะใส่ฟันปลอม การทำรากฟันเทียมก็เป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ที่ดีที่สุด แต่ก่อนที่จะทำรากฟันเทียมนั้นจะต้องเตรียมตัวก่อน-หลังอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลมาฝากกันค่ะ

การทำรากฟันเทียมนั้นเป็นทันตกรรมที่นิยมทำกันมากพอสมควร เพราะตอบโจทย์มากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟัน เนื่องจากคนเรานั้นแม้จะสูญเสียฟันไปเพียงแค่หนึ่งซี่แต่กลับส่งผลกระทบกับระบบการบดเคี้ยวทั้งช่องปากมากกว่าที่คิด หากปล่อยไว้อย่างนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าตามมาได้ ดังนั้นหากทำรากฟันเทียมในเวลาที่เหมาะสมก็จะช่วยคงประสิทธิภาพการบดเคี้ยวได้ดีดังเดิม

การทำรากฟันเทียมไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวมากเป็นพิเศษ ยกเว้นมีโรคประจำตัวหรือมีประวัติการแพ้ยาเท่านั้น อย่างไรก็ตามถ้าใครรับประทานอาหารเสริมหรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดอยู่ ต้องแจ้งทันตแพทย์ด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนการดูแลตัวเองหลังจากทำรากฟันเทียมเสร็จแล้ว คนไข้จะต้องงดการรับประทานที่แข็งหรือเหนียวและงดขบกัดของแข็ง อย่างน้อย 1-2 เดือน แต่สามารถทานอาหารธรรมดาและแปรงฟันได้ตามปกติ สิ่งที่ต้องระวังมีเพียงการกระทบกระเทือนในบริเวณที่ทำรากฟันเทียมเท่านั้นเอง สำหรับอาการปวดบวม อาจมีบ้างคล้ายกับการถอนฟัน แต่หากปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างถูกต้องเหมาะสมอาการเหล่านี้จะดีขึ้นภายใน 5-7 วันแต่ถ้าใครมีอาการผิดปกติเช่น ชาบริเวณลิ้นหรือริมฝีปาก ปวดบวมมาก มีหนอง มีไข้ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์

จะเห็นได้ว่าการเตรียมตัวก่อนและหลังทำทันตกรรมรากฟันเทียมนั้นทำได้ไม่ยาก ผู้ที่สนใจอยากทำรากฟันเทียมควรศึกษาข้อมูลเหล่านี้ไว้เพราะจะเป็นประโยชน์มากเมื่อถึงเวลาเข้ารับการรักษารากฟันเทียมให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

หากใครสนใจรักษาด้วยวิธีทันตกรรมรากเทียมที่ ศูนย์ทันตกรรมเพื่อความงาม PMDC ก็มีบริการรากฟันเทียมสำหรับผู้ที่สูญเสียฟัน ดูแลรักษาโดยทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรากฟันเทียมโดยเฉพาะ
คลิกเข้าไปดูรายละเอียดการทำรากฟันเทียมได้ที่นี่เลย >>>https://www.pmdc-dental.com/th/ทันตกรรมตกแต่ง/รากฟันเทียม

[Top]

ลงทุนตามวัย Gen ไหน ลงทุนยังไงดี

การวางแผนทางการเงินหรือการเลือกลงทุนอะไรบ้างก็มีความสำคัญ เพราะหากใครที่ต้องการมีเงินเก็บไว้สำหรับอนาคต กรณีฉุกเฉิน และใช้เนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ การวางแผนและการลงทุนจะมีบทบาทอย่างมากในการเก็บและสะสมมูลค่าของเงิน โดยในแต่ละช่วงวัยของเรานั้นก็จะมีรูปแบบในการเก็บและวางแผนทางการเงินที่ไม่เหมือนกัน เราจึงได้ทำการรวบรวมเทคนิคและการวางแผนทางการเงินอย่างไร ให้สามารถเตรียมพร้อมกัยสถานการณ์ต่างๆ ได้

วัยเริ่มทำงาน (อายุ 20-30 ปี)

เป็นช่วงวัยที่ค่อนข้างได้เปรียบในการออมและการลงทุนมากที่สุด มีความคล่องตัวในการลงทุนสูง มีภาระติดตัวน้อย ง่ายต่อการเริ่มต้นใหม่ สามารถรับความเสี่ยงได้ดีกว่าวัยอื่นๆ และหากมีความผิดพลาดก็ยังมีโอกาสจะหาเงินทดแทนได้ง่าย เน้นที่การลงทุนแบบระยะยาว ฝากประจำ หรือการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน ที่มีสภาพคล่องสูง หรือในหุ้นที่มีเงินปันผล

วัยสร้างครอบครัว (อายุ 31- 40 ปี)

เป็นช่วงวัยที่มีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น มีการสร้างครอบครัว และเน้นการเก็บออมเงินเพื่ออนาคต ควรวางแผนเพื่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยการแบ่งเงินไปลงทุนในทรัพย์สินประเภทต่างๆ ไม่ควรทุ่มเงินไปที่การฝากเงินอย่างเดียว เช่น การออมเงินในรูปแบบดอกเบี้ยสูง การทำประกันชีวิตเพื่อสร้างหลักประกัน

วัยสร้างความมั่นคง (อายุ 41-55 ปี)

เป็นช่วงที่มีชีวิตที่มั่นคง ฐานเงินเดือนที่สูง มีภาระหน้าที่น้อยลง เราควรที่จะต้องรักษาความั่นคงทางการเงิน เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝากและพันธบัตรเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 30-40% ส่วนที่เหลือก็เน้นที่การวางแผนสำหรับการลงทุนหลังเกษียณ

วัยเกษียณ (อายุ 55 ปีขึ้นไป)

เป็นช่วงที่เริ่มจะหารายได้ได้ยากมากขึ้น บางคนอาจจะไม่มีรายได้จากการทำงานแล้ว การวางแผนทางการเงินในช่วงนี้ จึงควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เน้นการลงทุนที่ปลอดภัย ความเสี่ยงต่ำเพื่อให้จำนวนเงินที่สะสมมานั้น สามารถนำมาใช้ในยามเกษียณได้ยาวนานที่สุด เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวมตราสารหนี้ และประกันชีวิต

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยทำให้หลายคนได้เข้าใจถึงหลักในการวางแผนของแต่ละช่วงวัยได้ถูกต้อง และหากใครที่กำลังมองหาตัวในการออมเงิน เราขอแนะนำ ออมคุ้มคุ้ม PLUS 10/5 ประกันออมทรัพย์ ตัว Top ปี 2020 ล่าสุดบน iTax ได้รับการแนะนำโดย Salary Investor และลงทุนแมน ออมก็ง่าย คืนคุ้มยิ่งกว่า ผลตอบแทนสูง การันตีผลตอบแทนรวมสูงถึง 555% ออมสั้น 5ปี คุ้มครองยาว 10ปี พร้อมลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 100,000 บาท ทุกปีที่ชำระเบี้ย ซื้อวันนี้ลดเบี้ยให้ทันที 10% สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.manulife.co.th/aomkoomkoom-10-5

[Top]

สายตาพังแบบไม่ทันตั้งตัว ถ้ามีพฤติกรรมเหล่านี้

มองไปทางไหนก็เจอแต่คนใส่แว่น แม้กระทั้งเด็กๆที่ยังอายุไม่เท่าไหร่ก็ใส่แว่นซะแล้ว เพื่อนๆเคยคิดกันบ้างมั้ยว่า ในอนาคตไปเราจะรอดหรอ จะต้องใส่แว่นมั้ย ถ้าไม่อยากให้สายตาพังจนต้องใส่แว่น เพื่อนๆต้องเลิกพฤติกรรมดังต่อไปนี้

ใช้สายตาในที่มืด : ไม่ว่าจะใช้สายตาในที่มืดเวลาดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือแม้แต่เล่นมือถือก็ตาม ล้วนเป็นสาเหตุให้สายตาพัง เพราะการทำพฤติกรรมแบบนี้ ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและม่านตาต้องทำงานหนัก มีสิทธิ์ที่สายตาจะสั้น จนทำให้เพื่อนๆต้องใส่แว่น หรือบางรายต้องลงทุนแก้ไขด้วยการทำเลสิกก็มี

อยู่ติดหน้าจอนานเกินไป : ไม่ว่าจะเป็นจอคอม จอทีวี หรือจอมือถือ ซึ่งรังสีจากแสงหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้จะเข้าไปทำลายดวงตา จะส่งผลให้เกิดสายตาล้า ตาแห้ง ปวดหัว พอนานๆไปมีสิทธ์ที่จอประสาทตาเสื่อม เกิดปัญหาสายตาขึ้นได้ จนต้องพึ่งการเลสิกตา

ใช้มือสกปรกขยี้ดวงตา : พฤติกรรมนี้บางทีเพื่อนๆอาจไม่รู้ตัว เพราะเหมือนสมองสั่งการให้ขยี้เมื่อเกิดอาการคันตา แต่เราไม่สามารถมองเห็นได้ว่ามือเราสะอาด สกปรก หรือมีเชื้อโรคอยู่ไหม ซึ่งหากมือเราสกปรกมีเชื้อโรค พอขยี้ตาจะทำให้ตาอักเสบ ตาแดง ถ้าขยี้รุนแรงอาจทำให้กระจกตาฉีกขาดได้ด้วย

นอนอ่านหนังสือ : การนอนอ่านหนังสือดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆก็เคยทำกัน แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมนี้ ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนัก ต้องปรับโฟกัสระยะห่างของตัวหนังสือที่ไม่คงที่ตลอดเวลา พอทำไปในระยะยาว ส่งผลให้สายตาเสียได้

พฤติกรรมทั้งหมดที่บอกไปนี้ ทำให้สายตาของเพื่อนๆเสียโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าสายตาเสียแล้วไม่อยากใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์การทำเลสิคก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะการเลสิคตา สามารถช่วยแก้ไขปัญหาสายตาได้หลายแบบ ไม่ว่าจะสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง หลังจากเลสิกตาแล้วจะทำให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง การทำเลสิกจึงนิยมทำกันมากในสมัยนี้ เพราะการเลสิกตาได้ผลลัพธ์ไว ไม่ต้องทนใส่แว่นให้เสียบุคลิก

หากเพื่อนสนใจการทำเลสิค ขอแนะนำที่ Laservision เพราะเป็นศูนย์เลสิคตาครบวงจร ที่มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลสิกตามาเป็นเวลานานหลายปี มั่นใจได้ว่าหลังการทำเลสิคแล้วดวงตาของคุณจะกลับมามองเห็นชัดอีกครั้งอย่างแน่นอน

[Top]

รากฟันเทียมแต่ละยี่ห้อ มีวิธีเลือกอย่างไร

รากเทียม เกิดการคิดค้น ดันแปลง และพัฒนามาอย่างยาวนาน ซึ่งในปัจจุบันการทำรากฟันเทียมก็มีให้เลือกอยู่หลายแบบ หลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะจากยุโรป หรือจากเอเชียเอง แล้วแบบนี้เราจะมีวิธีเลือกรากฟันเทียมอย่างไร ให้ได้ดีที่สุด เรามีมาบอกครับ

1. เลือกรากฟันเทียมจากบริษัทที่ได้มาตรฐาน น่าเชื่อถือ และมั่นคง และตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเองก็ต้องมีความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน และในอนาคตเราสามารถหาหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ง่าย

2. เลือกบริษัทที่ทำการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับทันตกรรมรากเทียม และมีผลงานวิจัยรับรองน่าเชื่อถือ ในภายภาคหน้าเราอาจจะได้ชิ้นส่วนรากเทียมที่ดีจากการพัฒนาและคิดค้นกว่าแต่ก่อน

3. คุณภาพของตัวรากฟันเทียมต้องดี ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพสูงแบบ medical grade ซึ่งยี่ห้อหลักๆในตลาดปัจจุบันของทั้งไทยและต่างประเทศแบ่งออกง่ายๆดังนี้

– แบรนด์กลาง ได้แก่ SIC ,Neodent(Straumann group,made in Brazil)

– แบรนด์ High end ได้แก่ Straumann(Switzerland),Zimmer(US),Nobel Biocare(Sweden)

– แบรนด์เกาหลี ได้แก่ dentium ,osstem,Neobiotech

ถ้าจะให้ดีที่สุดควรปรึกษาทันตแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านทันตกรรมรากเทียม เพื่อที่จะเลือกทำรากฟันเทียม ได้ตอบโจทย์ดีที่สุด

หากสนใจทำรากฟันเทียมสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย >>> https://www.pmdc-dental.com/th/ทันตกรรมตกแต่ง/รากฟันเทียม

[Top]